หน้าเว็บบอร์ดถามตอบปัญหาธุรกิจ แบ่งปันแนวคิดวิธีแก้ปัญหาและรับมือกับพนักงาน
กลับหน้าหลัก | ไอเดียธุรกิจ | แหล่งเงินทุน | ข่าว-บทความ | เครื่ีองมือธุรกิจ | Webboard | พักผ่อน
 

หน้า "Webboard"
กำลังจะถูก Update เร็ว ๆ นี้

คลิกที่นี่ เพื่อกลับสู่หน้าหลัก

 

 

เนื่องจากถามตอบปัญหาธุรกิจ

ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี จึงต้องขออภัยทุกท่านไว้ ณ ที่นี่ และในระหว่างรอการ Update ระบบ
เราขอนำเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ หรือจิตวิทยา ซึ่งคัุดมาอย่างดีหมุนเวียนให้ท่านได้อ่านกันไปก่อน โดยบทความนี้ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์คือคุณฟ้าหลังฝนเรียบร้อยแล้ว

กลวิธีกลลบเกลื่อน

                “ขโมย ๆ มันเอาสร้อยป้าไป คนในตลาดไล่ตามมันไปทางโน้นแล้ว” แม่ค้าขายข้าวแกงหน้าตลาดร้องตะโกนขึ้นพร้อมกับชี้มือไปยังซอกตึกที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

                สายตรวจหนุ่มผ่านมาประสบเหตุรีบบิดมอเตอร์ไซค์ขึ้นทางเท้าเลี้ยวเข้าซอกตึก ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเข้าใจว่ากำลังวิ่งไล่ช่วยจับผู้ร้ายอยู่ทุกคนชี้มือชี้ไม้ร้องตะโกนบอก “ข้างหน้า ๆ”

                เด็กหนุ่มหัวขบวนฝีเท้าไวสุด พอได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ก็รับหันหลังกลับมาชี้มือไปทางแยกข้างหน้า จิ๊กโก๋คนหนึ่งพึ่งวิ่งข้ามไปถึงเกาะกลางถนน สายตรวจหนุ่มไม่รอช้า อาศัยที่รถทางขวายังไม่ค่อยมี บิดมอเตอร์ไซค์สุดแรงพุ่งไปยังเกาะกลางถนนที่จิ๊กโก๋ยืนอยู่อย่างรวดเร็ว เมื่อมันเห็นตำรวจก็หน้าซีดเผือด รีบวิ่งข้ามถนนไปยังอีกฝั่งทันที

                พลเมืองดีทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์ต่างวิ่งหนีหลบหลีกกันจ้าละหวั่น โดยเฉพาะพวกที่ยืนและเดินอยู่ทางเท้าในตำแหน่งที่จิ๊กโก๋วิ่งไปถึง ต่างวิ่งหลบฉากแหวกเป็นทางอำนวยความสะดวกให้จิ๊กโก๋วิ่งฝ่าออกไปขึ้นสะพานลอยเพื่อข้ามกลับไปฝั่งเดิม ด้วยคิดว่ายังไงซะตำรวจคงไม่ขี่มอเตอร์ไซค์ไล่ขึ้นตามแน่ ๆ

                “หนีเสือกลับไปหาจระเข้ จะรอดรึ” ตำรวจหนุ่มพึมพำตามองไปยังฝั่งตรงข้าม แต่ก็ต้องงงสุดขีด เมื่อทั้งกลุ่มที่พยายามวิ่งไล่จับจิ๊กโก๋เมื่อกี้แทนที่จะดักรอจิ๊กโก๋อยู่ที่ฝั่งเดิมกลับหายไปไหนไม่รู้แล้ว

                โชคดีที่บนสะพานลอยมีเทศกิจหลายคนยืนอยู่ จิ๊กโกะจอมฉลาดจึงถูกจับได้โดยละม่อม ดูเหมือนป้าขายข้าวแกงต้องขอบคุณตำรวจหนุ่ม แต่เมื่อค้นตัวและสอบถามแล้วกลับต้องปล่อยจิ๊กโก๋ไป สายตรวจหนุ่มเพียงตักเตือนจิ๊กโก๋ 2-3 ประโยค และพูดทิ้งท้ายไว้ว่า

                “ครั้งนี้ยกให้ แต่อย่าให้เห็นอีกล่ะ” หลังจากนั้นก็บิดมอเตอร์ไซค์จากไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้จิ๊กโก๋มองตามยกมือไหว้ปะงก ๆ ท่ามกลางความงงงันของผู้เห็นเหตุการณ์

                บางคนคงเดาเรื่องนี้ออกได้เลา ๆ แล้วคุณล่ะ คิดว่าที่แท้เรื่องมันเป็นยังไงกัน ทำไมจิ๊กโก๋จึงถูกปล่อยตัวไป แล้วกลุ่มคนที่ไล่ตามหายไหน หากยังไม่แน่ใจลองอ่านต่อไป เชื่อว่าจะค่อย ๆ มั่นใจและคิดได้แน่นอน

                อีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงอิงต่อเติม สมัยเรียนเพื่อนผมสมมุติชื่อโจ แอบปิ๊งดาวมหาลัยน้องใหม่ปี 1 สมมุติชื่อแจน โจเข้าไปทำความรู้จักได้สำเร็จ แต่ไปกินข้าวดูหนังด้วยกันไม่กี่ครั้งจู่ ๆ แจนก็ตัดสินใจคบกับรุ่นพี่ที่เข้าไปจีบก่อนโจเพียงอาทิตย์เดียว รุ่นพี่คนนี้เคยได้ยินว่าเช่าแมนชั่นอยู่กับแฟนอยู่แล้ว โจเองก็อยากเตือนแต่ยังไม่แน่ใจจึงได้แต่เพียงพยายามคิดในแง่ดีว่ารุ่นพี่คงเลิกกับแฟนไปแล้ว

                มารู้ที่หลังว่ารุ่นพี่กันท่าโจโดยบอกสาวเจ้าไว้เป็นระยะ ๆ ว่า

                “โจน่ะมีแฟนแล้วเพียแต่แฟนมันไปเรียนต่อที่อเมริกา”

                “โจมันเจ้าชู้หลีน้องปีหนึ่งไปทั่ว แต่ก็จีบใครไม่ติดแม้แต่คนเดียว”

                “ช่วงก่อนนี้มันชอบทำสายตาเยาะเย้ยพี่ช่วงที่แจนไปกับมันด้วย”

                คำพูดแรกเป็นความจริงที่โจไม่คิดปฏิเสธ เรียกว่าเอามูลความจริงนิดหน่อยมาใช้ให้เรื่องอื่น ๆ ดูน่าเชื่อถือ จะว่าไปคนที่มีแฟนก็ไม่ใช่โจคนเดียว ปี 3-4 หลายคนต่างก็ผ่านการมีแฟนกันมาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่ว่าล่าสุดจะอยู่ในสถานะไหนเท่านั้นเอง รุ่นพี่ยิ่งหนักกว่าโจเพราะอยู่กินกับแฟนแล้วด้วยซ้ำ และที่ทำให้โจโกรธก็เพราะสายตาเยาะเย้ยน่ะเป็นรุ่นพี่ต่างหากที่ทำกับโจ โจยังไม่เคยทำกับใครเลย

                ถ้าเป็นโจคุณจะเดือดขนาดไหน ก็เดือดขนาดที่ว่าลงมือขุดคุ้ยหาข่าวคาวของรุ่นพี่จากน้อง ๆ ปี 2-3 หลายคนไม่ชอบเพราะรู้นิสัยรุ่นพี่ดี เรื่องราวจึงเริ่มหลุดจากปากน้อง ๆ ทีละคน 2 คน และหลายคนพร้อมเป็นพยานเพื่อให้แจนทราบความจริงว่าที่แท้บุรุษผู้ได้ชื่อว่า หลีน้องปี 1 ไปทั่ว แต่ไม่มีใครสนใจ นั้นคือใครกันแน่

                โจรีบโทรติดต่อแจนและเล่าความจริงให้ฟัง ทว่าก็ยังไม่มีโอกาสได้เจอหน้าแจนและรุ่นพี่จริง ๆ คุณคิดว่าพูดทางโทรศัพท์กับจับไม้จับมือพูดต่อหน้าใครมีอิทธิพลมากกว่ากัน แจนเพียงคิดว่าโจคงโกรธที่ถูกแฉจึงเสกสรรค์ปั้นแต่งเรื่องขึ้น คุณคิดว่าแจนโง่หรือ… เปล่าเลย เป็นเรื่องปกติของคนเรามักเชื่อและฝังใจในสิ่งที่ได้ยินเป็นครั้งแรก และที่สำคัญแจนเชื่อในคนที่เธอรู้สึกดีก่อน บุคคลิกของรุ่นพี่ที่ว่าก็ดูสุภาพเรียบร้อย ในขณะที่โจเพื่อนผมดูคล่องแคล่วชำนาญการในการสานสร้างความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า(แม้จะไม่ใช่คนเจ้าชู้แต่บุคลิกมันก็ดูเจ้าชู้จริง ๆ) แถมโจยังได้ชื่อว่าเล่นหมากล้อมเก่งอีกต่างหาก เธอคิดเองเออเองว่าคนเล่นหมากล้อมคงต้องเจ้าเล่ห์ ไม่มีใครอธิบายกับเธอก่อนว่าการเล่นหมากล้อมอาจทำให้เข้าใจคนมากขึ้น แต่ไม่ได้สอนให้เอาไปใช้ในการทำลายล้างคู่ต่อสู้ หากแจนรู้เรื่องนี้ดีก็จะรู้เองว่านักหมากล้อมระดับ 1 ใน 50 คนแรกของประเทศอย่างโจจากคนเล่นเป็นล้านคนในปัจจุบันอย่างโจจะไปใส่ความใคร

                ตอนจบของเรื่องนี้คือ แฟนรุ่นพี่คนดังกล่าวทราบเรื่องและเข้ามาต่อว่าแจนทำให้ต้องอับอายไปทั้งคณะ คุณคิดว่าควรโทษใครดีกับเรื่องนี้ รุ่นพี่ แจน หรือว่าโจที่ไม่ยอมบอกความจริงแต่แรก

                ผมเชื่อว่าคนยุคใหม่เดี๋ยวนี้ฉลาดขึ้น ลูกค้าไม่ได้ไว้ใจในตัวสินค้าที่แปะฉลากว่า ระวังของปลอม เช่นแต่ก่อนเสมอไป ทว่าในรูปแบบอื่นล่ะ คุณอาจคิดว่ายากแก่การเดาใช่ไหม แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น หากคุณคิดจะเดาจริง ๆ ย่อมเดาไม่ยาก เพียงแต่ส่วนใหญ่เมื่อเกิดขึ้นมักไม่ได้เฉลียวใจมากกว่า เช่น นายหน้าขายบ้านบุคลิกน่าเชื่อถือพูดกับคุณว่า

                “การซื้อบ้านในจังหวัดนี้ต้องระวังให้ดี เพราะมีนายหน้าไม่ดีอยู่มากที่คอยแต่จะโก่งราคาสูงเกินจริง” อาจทำให้คุณนึกไปเองโดยอัติโนมัติว่านายหน้าคนนี้คงจะไม่โก่งราคา

                โลกนี้มีคนมากมายที่ชอบบอกคนอื่นไม่ดีอย่างโน้นไม่ดีอย่างนี้ทั้งที่ตัวเองก็ทำอยู่ มันอาจได้ผลในช่วงแรกทำให้ตัวเองดูดีรอดพ้นข้อกล่าวหา แต่เราจะปิดสิ่งที่เราทำเป็นนิสัยได้ตลอดไปหรือ เมื่อความจริงเฉลยในตอนท้ายกลายเป็นเพาะสร้างศัตรูเพิ่ม เพราะคนที่ถูกกล่าวหาย่อมไม่พอใจ โจกับรุ่นพี่กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน แม้โจไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้แจนเชื่อ แต่ทุกคนที่รู้เรื่องพาลเกลียดหน้ารุ่นพี่กว่าเดิม เพื่อน ๆ แต่ละคนของโจอีกกี่คนที่ไม่พอใจไปด้วย รุ่นพี่เพียงใส่ร้ายโจเพื่อกันท่า แต่โจแฉรุ่นพี่เพราะความแค้น คุณคิดดูว่าใครจะทำให้ใครเสียหายมากกว่ากัน

                ทั้งหมดที่ผ่านมานี้เรากำลังพูดถึงกลยุทธ ขโมยร้องจับขโมย กลยุทธนี้ใส่ร้ายคนอื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปจากตัวเอง ทำให้เราดูเหมือนไม่ใช่พวกเดียวกันกับพวกที่เราพึ่งต่อว่าไป แต่มันใช้ไม่ได้กับคนมีประสบการณ์ ใช้ได้ไม่บ่อยและไม่นานเพราะทุกคนอาจฉุกคิดได้ว่าคุณถึงร้องจับขโมยทุกทีไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบอกว่าคนอื่นไม่ดีแทนเราย่อมมีคนเสียหาย ทางที่ดีหากคิดใช้กลยุทธนี้ ไม่ควรระบุตัวแพะรับบาป ควรใช้แพะที่ไม่มีตัวตน เป็นบุคคลที่ถูกสมมุติขึ้นลอย ๆ แม้ดูไม่น่าเชื่อถือ แต่สำหรับผมแล้วคิดว่าดีกว่ามีคนเสียหายกลายมาเป็นคนแค้นคุณ

                เพื่อน ๆ หลายคนมักพูดว่า ถ้าใครพูดถึงคนอื่นไม่ดีคนนั้นก็ไม่น่าคบ แต่ในความเป็นจริงมันมีองค์ประกอบอีกมากที่คุณต้องพิจารณา เขาอาจเตือนคุณด้วยความหวังดีจริง หรืออาจแสดงบทเป็นห่วงได้แนบเนียนจนคุณอาจหลงลืมคิดไปกลายเป็นถูกหลอกได้โดยง่าย ทางที่ดีเวลาได้ยินใครเล่าถึงบุคคลที่สามควรสังเกตดูว่าจริง ๆ แล้วคนพูดกำลังใช้กลยุทธ ขโมยร้องจับขโมย หรือเปล่า เนื้อที่มันหมดก่อนว่าง ๆ จะเขียนวิธีการจับโกหกคนมาให้คุณได้อ่านกัน

                น่าสงสารตำรวจหนุ่มในเรื่องแรกที่ไม่ได้อ่านเรื่องนี้ จึงไม่ได้ฉุกใจคิดว่าคนที่ชี้มือมายังจิ๊กโก๋อาจเป็นขโมยเสียเอง กลุ่มคนที่หายไปเพราะไล่ตามขโมยตัวจริงไปอีกทาง จิ๊กโก๋เพียงแต่ข้ามถนนไม่ใช้สะพานลอยจึงตกใจวิ่งหนีตำรวจ แต่คนที่น่าสงสารกว่าคือแม่ค้าขายข้าวแกง ไม่รู้จะได้สร้อยคืนหรือเปล่า



                บทความนี้ถูกเขียนขึ้นมาจากประสบการณ์จริงอันน้อยนิดบวกกับการศึกษาตำราเชิงจิตวิทยาประยุกต์หลายเล่ม ตลอดเวลาสมัยเรียนผมหมกตัวอยู่แต่ในห้องสมุดตลอดมา ยอมรับว่าแรกเริ่มทำงานมีปัญหากับคนมากเหลือเกิน ในระยะ    หลัง ๆ ผมจึงเปลี่ยนมาอ่านคนแทนที่จะอ่านหนังสือ อันที่จริงผมมิบังอาจกล้าหาญเรียกตัวเองว่าฉลาดทันคน เพราะกว่าจะกลายมาเป็นที่ปรึกษาเรื่องคนให้กับเพื่อน ๆ ได้ผมเคยถูกหลอกง่าย ๆ มาแล้วหลายครั้ง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยากลองและความประมาท และในอนาคตผมเองก็เป็นไปได้ที่จะถูกหลอกอีก ทว่าแต่ละครั้งผมถือว่ามันคือประสบการณ์ สำหรับใครที่มีประเด็นเรื่องคนเด็ด ๆ เมล์มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ที่ mr_whitemagic@hotmail.com ครับ